ใครบ้างไม่ควรกิน "กะเพรา" ? สมุนไพรคู่ครัวของคนไทย แต่ 5 กลุ่มนี้ต้องระวัง!

ใครบ้างไม่ควรกิน "กะเพรา" ? สมุนไพรคู่ครัวของคนไทย แต่ 5 กลุ่มนี้ต้องระวัง!

ใครบ้างไม่ควรกิน "กะเพรา" ? สมุนไพรคู่ครัวของคนไทย แต่ 5 กลุ่มนี้ต้องระวัง!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ใครบ้างไม่ควรกินกะเพรา? เช็ก 5 กลุ่มที่ควรระวัง โดยเฉพาะกินเป็นสารสกัดเข้มข้น

กะเพรา เป็นสมุนไพรที่อยู่คู่ครัวไทยและใช้ประกอบอาหารได้หลากหลาย โดยคนทั่วไปสามารถรับประทานใบกะเพราในปริมาณที่ใช้ปรุงอาหารได้ตามปกติ แต่สำหรับคนบางกลุ่มอาจต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อรับประทานกะเพราในรูปชา สารสกัด แคปซูล หรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีความเข้มข้นสูง

1. หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ไม่ควรกินสารสกัดกะเพราเอง

หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรสามารถกินกะเพราในปริมาณอาหารทั่วไปได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการใช้ สารสกัดกะเพรา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือสมุนไพรในขนาดสูง โดยไม่ปรึกษาแพทย์ เนื่องจากข้อมูลด้านความปลอดภัยของสมุนไพรหลายชนิดในหญิงตั้งครรภ์และให้นมยังมีจำกัด

MedlinePlus และ NCCIH แนะนำว่า หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรหรืออาหารเสริม เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่ได้ผ่านการศึกษาด้านความปลอดภัยในหญิงตั้งครรภ์อย่างครบถ้วนเหมือนยา

2. ผู้ป่วยเบาหวานที่กินยาลดน้ำตาล ต้องระวังสารสกัด

งานวิจัยบางส่วนเกี่ยวกับ Ocimum tenuiflorum หรือ Holy Basil พบว่าสารสกัดอาจมีผลต่อกลไกที่เกี่ยวข้องกับอินซูลินและระดับน้ำตาลในเลือด แต่หลักฐานในมนุษย์ยังมีจำกัด และยังไม่ควรใช้แทนยารักษาเบาหวาน

ดังนั้นผู้ที่กินยาลดน้ำตาลหรือฉีดอินซูลินไม่จำเป็นต้องงดใบกะเพราในอาหารทั่วไป แต่ควรหลีกเลี่ยงการเริ่มกิน สารสกัดหรืออาหารเสริมกะเพราในปริมาณสูง ด้วยตัวเอง เพราะอาจทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลได้ยากขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับยา

3. คนที่กินยาประจำ โดยเฉพาะยาที่มีช่วงการรักษาแคบ

สมุนไพรและอาหารเสริมบางชนิดสามารถรบกวนการออกฤทธิ์หรือการกำจัดยาของร่างกายได้ ผู้ที่ใช้ยาประจำ โดยเฉพาะยาที่ต้องควบคุมระดับในเลือดอย่างใกล้ชิด เช่น วาร์ฟาริน ไดกอกซิน ยากันชักบางชนิด หรือยากดภูมิคุ้มกัน ควรแจ้งแพทย์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเข้มข้น

สำหรับการกินใบกะเพราเป็นส่วนประกอบอาหารทั่วไป ไม่ได้หมายความว่าจะต้องงดโดยอัตโนมัติ แต่ไม่ควรเพิ่มผลิตภัณฑ์สารสกัดหรืออาหารเสริมเอง โดยเฉพาะในผู้ที่ใช้ยาหลายชนิด

4. คนที่กำลังจะผ่าตัด ควรแจ้งแพทย์หากกินกะเพราในรูปอาหารเสริม

NCCIH ระบุว่า อาหารเสริมจากสมุนไพรบางชนิดอาจส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด ความดันโลหิต ระดับน้ำตาล หรือการตอบสนองต่อยาระงับความรู้สึก จึงควรแจ้งศัลยแพทย์และวิสัญญีแพทย์เกี่ยวกับอาหารเสริมทุกชนิดที่กำลังใช้ก่อนเข้ารับการผ่าตัด

ประเด็นนี้หมายถึง ผลิตภัณฑ์สมุนไพรหรือสารสกัด เป็นหลัก ไม่ใช่การกินผัดกะเพราหนึ่งจานตามปกติ

5. คนที่แพ้กะเพราหรือพืชในตระกูลเดียวกัน

แม้พบไม่บ่อย แต่บางคนอาจมีอาการแพ้สมุนไพรหรือเครื่องเทศได้ หากกินกะเพราแล้วมีผื่น คัน บวม คลื่นไส้ หายใจติดขัด หรือมีอาการผิดปกติซ้ำ ๆ ควรหยุดกินและปรึกษาแพทย์

หากมีอาการริมฝีปาก ลิ้น หรือคอบวม หายใจลำบาก หน้ามืด หรือสงสัยภาวะแพ้รุนแรง ควรไปโรงพยาบาลทันที

โรคไต ความดัน และกรดไหลย้อน กินกะเพราได้ไหม?

สำหรับผู้ป่วยโรคไตหรือความดันโลหิตสูง ตัว ใบกะเพราเองไม่ใช่อาหารที่ต้องห้ามโดยทั่วไป แต่เมนูผัดกะเพรามักปรุงด้วยน้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส และเครื่องปรุงอื่นที่มีโซเดียมสูง ผู้ที่ต้องจำกัดโซเดียมจึงควรลดเครื่องปรุงมากกว่างดใบกะเพรา

ส่วนผู้ที่เป็นกรดไหลย้อนหรือกระเพาะอาหารไว ปัญหามักมาจาก พริก ความเผ็ด ความมัน และปริมาณอาหาร มากกว่าตัวกะเพรา หากกินผัดกะเพราแล้วมีอาการแสบร้อนกลางอก แน่นท้อง หรือเรอเปรี้ยว ควรลองลดพริกและน้ำมัน รวมถึงหลีกเลี่ยงมื้อใหญ่ใกล้เวลานอน

iStockphoto

แล้วคนทั่วไปกินกะเพราได้แค่ไหน?

สำหรับคนสุขภาพดี การกินใบกะเพราในปริมาณที่ใช้ประกอบอาหารตามปกติโดยทั่วไปไม่ใช่เรื่องน่ากังวล และไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงเพราะกลัวผลข้างเคียงจากสมุนไพร

สิ่งที่ควรระวังคือการนำกะเพราไปใช้ในรูป สารสกัด แคปซูล ชาสมุนไพรเข้มข้น หรือรับประทานในขนาดสูงต่อเนื่องเพื่อหวังผลรักษาโรค เพราะข้อมูลด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยยังไม่เพียงพอสำหรับหลายข้อกล่าวอ้าง

สรุป ใครบ้างควรระวังกะเพรา?

  • หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร โดยเฉพาะการใช้สารสกัดหรืออาหารเสริม
  • ผู้ป่วยเบาหวานที่ใช้ยาหรืออินซูลิน หากต้องการใช้สารสกัดเข้มข้น
  • ผู้ที่ใช้ยาประจำหลายชนิดหรือยาที่ต้องควบคุมระดับในเลือด
  • ผู้ที่กำลังเตรียมตัวเข้ารับการผ่าตัดและใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพร
  • ผู้ที่เคยมีประวัติแพ้กะเพราหรือสมุนไพรแล้วเกิดอาการผิดปกติ

สำหรับคนส่วนใหญ่ ใบกะเพราที่ใช้ปรุงอาหารสามารถกินได้ตามปกติ และไม่จำเป็นต้องกลัวว่ากะเพราเป็นอาหารอันตราย สิ่งสำคัญคือแยกการกินเป็นอาหารออกจากการใช้สารสกัดเพื่อหวังผลทางยา และหากมีโรคประจำตัวหรือใช้ยาเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้อาหารเสริมจากสมุนไพร

แหล่งอ้างอิง

  1. Memorial Sloan Kettering Cancer Center - Holy Basil
  2. MedlinePlus - A Guide to Herbal Remedies
  3. NCCIH - Using Dietary Supplements Wisely
  4. NCCIH - Medication and Supplement Interactions
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล